กดโน้ตผิด แต่ใช้นิ้วถูก ครูก็ชมได้แล้ว

ถ้าน้องเล่นโน้ตไม่ถูก แต่กดด้วยนิ้วที่ถูก ครูชมได้แล้ว ถ้ายังเล่นไม่ได้เลยแต่พยายามมาก หรือวันนี้นั่งได้นานขึ้น ครูก็ชมได้อีก ครูบางคนอาจคิดว่าแบบนี้ชมง่ายไปหรือเปล่า ครูหมีว่าไม่ง่ายเลย เพราะต้องคอยดูเด็กตลอดคาบถึงจะเห็น
เริ่มจากตัวเด็ก ไม่ได้เริ่มจากหนังสือ
ครูเอาความสามารถของเด็กคนนั้นเป็นจุดเริ่มต้นเสมอ เด็กสองคนอายุเท่ากัน เรียนเล่มเดียวกัน ไม่ได้แปลว่าจะไปได้เร็วเท่ากัน บางคนวันนี้ได้โน้ตเดียว บางคนได้ทั้งเพลง ถ้าเทียบกับตัวเขาเองเมื่อสัปดาห์ก่อน ก้าวหน้าทั้งคู่
ตลอดคาบ ครูสังเกตทุกอย่างของเด็กว่าอะไรดีขึ้นบ้าง ตัวอย่างที่ครูมองหาบ่อยๆ ก็เช่น
- วันนี้นั่งได้นานกว่าครั้งก่อนไหม
- นิ้วที่ใช้ถูกขึ้นไหม ถึงโน้ตจะยังผิดอยู่
- กล้าลองท่อนที่เมื่อวานยังไม่อยากแตะไหม
เจอแล้วครูก็บอกเขาตรงๆ ว่าเห็นอะไร
เราสังเกตทุกๆ อย่างของเด็กเลย ว่าอะไรดีขึ้นบ้าง ก็จะทำให้เค้ามีกำลังใจ เห็นสิ่งดีๆ เล็กๆ ของตัวเอง อันนี้เรารู้สึกว่าเด็กคนนึงควรได้รับ ไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่
ครูหมี
ทำไมเรื่องเล็กๆ ถึงสำคัญ
เด็กยังมองไม่ค่อยออกว่าตัวเองพัฒนาไปแค่ไหน ในหัวเขามีแค่ "เล่นได้" กับ "เล่นไม่ได้" ถ้าเพลงยังไม่จบ ก็คือเล่นไม่ได้ ทั้งที่จริงๆ เขาขยับมาไกลแล้ว หน้าที่ของครูคือชี้ให้เขาเห็นระยะที่เดินมา
ศูนย์พัฒนาการเด็กของฮาร์วาร์ดพูดถึงการโต้ตอบแบบ serve and return ว่าเวลาเด็กทำอะไรออกมา แล้วผู้ใหญ่ตอบกลับอย่างใส่ใจ มันช่วยสร้างพัฒนาการของสมองเด็ก คำชมที่ตรงกับสิ่งที่เด็กเพิ่งทำ ก็เป็นการตอบกลับแบบหนึ่ง เด็กจะรู้ว่ามีคนเห็นเขาจริงๆ
ในห้องเรียนเราไม่จัดอันดับ
ครูชมสิ่งที่น้องทำ เช่น "ท่อนนี้ซ้อมจนผ่านแล้วนะ" และไม่จัดอันดับเด็กในห้อง ไม่มีใครเป็นที่หนึ่งหรือที่สุดท้ายของคลาส มีแต่ตัวเขาเองเมื่อวานกับวันนี้ บันทึกที่ส่งถึงผู้ปกครองหลังเลิกเรียนทุกคาบก็เขียนแบบเดียวกัน เล่าว่าวันนี้ลูกทำอะไรได้ดีขึ้น และกำลังฝึกอะไรต่อ
ที่บ้านลองเล่นเกม "หาเรื่องดี"
ตอนลูกเล่นให้ฟัง ลองตั้งกติกากับตัวเองว่าต้องหาสิ่งที่ดีขึ้นให้เจออย่างน้อยหนึ่งอย่างก่อนจะพูดเรื่องอื่น อาจจะยากหน่อยถ้าเป็นเพลงช้างรอบที่สี่สิบของสัปดาห์ แต่เชื่อครูเถอะว่าหาเจอ
อ่านต่อ: ชมลูกแบบไหน ให้ลูกกล้าลองเรื่องยาก
อยากให้ลูกได้ลองเรียนดูไหม
ทักมาคุยกับเราได้เลย เดี๋ยวจัดวันทดลองเรียนฟรีให้ ไม่มีข้อผูกมัด
ทักไลน์นัดทดลองเรียนฟรี